ทำให้ลูกเก่งคณิตศาสตร์ ใครๆ ก็ทำได้!

ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน คงตระหนักถึงความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ดีนะครับ เพราะวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ใช้ในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงเหตุผล การคิดเพื่อแก้ปัญหา การคิดเพื่อตัดสินใจ ซึ่งทักษะการคิดแบบนี้มีความจำเป็นมากๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อเขาเติบโตขึ้นครับ โดยส่วนตัวผมมีความเชื่ออย่างนี้ครับว่า หากเราปล่อยให้ลูกอ่อนเลขตั้งแต่ในระดับประถมศึกษา ความไม่เข้าใจจะสะสมไปเรื่อยๆ นี่มันยากที่จะแก้ไขครับ ผมเคยเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้นะครับ คือ มีเด็กนักเรียน ป.6 คนหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่เล่าให้ผมฟังว่า “ลูกอ่อนเลข และไม่ชอบเรียนเลข ส่งไปเรียนกวดวิชามาหลายที่ ก็ไม่ดีขึ้น” หลังจากที่ผมได้ทดสอบพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กคนนั้น จึงพบว่า “เด็กคนนี้ ไม่ได้อ่อนเลขในระดับชั้น ป.6 ที่เขาเรียนนะครับ แต่อ่อนเลขตั้งแต่ระดับชั้น ป.4 กันเลยทีเดียว เพราะเขาไม่เข้าใจในเรื่องเศษส่วนพื้นฐาน ที่เรียนในระดับ ป.4 พอปล่อยให้พัวพันมาเรื่อยๆ จึงทำให้การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับชั้น ป.5 และ ป.6 จึงไม่เข้าใจไปด้วย จนสุดท้ายก็กลายเป็นความท้อใจ รู้สึกว่าไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ พอต้องเรียนคณิตศาสตร์ เขาจะมีแต่คำว่า “ยาก” และ “ทำไม่ได้” อยู่ในใจตลอดเวลา จนทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า และเป็นส่วนเกินในเวลาที่ต้องเรียน หรือเกี่ยวข้องกับวิชาคณิตศาสตร์ – – จากความไม่เข้าใจที่สะสม บ่มเพาะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังเชิงจิตใจ – – ดังนั้น ปัญหาการเรียนคณิตศาสตร์ที่ไม่เข้าใจของลูก จึงเป็นเรื่องที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ครับ ยิ่งทิ้งไว้นานเท่าไหร่ จะกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขยากมากขึ้นเท่านั้นครับ

fm 017

แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะครับ ที่จะทำให้ลูกเก่งคณิตศาสตร์ หรืออย่างน้อยๆ ก็ให้เขาเรียนคณิตศาสตร์อย่างเข้าใจ คุณพ่อคุณแม่บางท่านเชื่อว่า “ความสามารถทางคณิตศาสตร์นั้นเป็นพันธุกรรมที่ถ่ายทอดผ่านยีน หรือเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน” – – ซึ่งมีงานวิจัยจาก Norwegian University of Science and Technology (NTNU) ยืนยันครับว่า “ไม่เป็นความจริง ครับ” ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่มีนัยสำคัญที่สุดนั่นก็คือ – – การฝึกฝนอย่างถูกวิธี สม่ำเสมอจนเป็นวินัย – – ครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.sciencedaily.com/releases/2013/12/131216102844.htm)

จริงๆ “การฝึกทำแบบฝึกหัดเป็นประจำ ทำให้เด็กเก่งเลข” นี่ก็เป็นอะไรที่ทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้วนะครับ แต่หลายๆ คนที่ลองทำในทางปฏิบัติ กับพบกับปัญหามากมาย เช่น
– ลูกไม่ยอมทำ รู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกเครียด พูดยังไงลูกก็ไม่ยอมฝึกทำ
– ลูกก็ทำแบบฝึกหัดนะ เราก็สอนตลอด มีครูมาติว ส่งไปเรียนพิเศษ แต่ก็ไม่เห็นเก่งขึ้น อ่อนเรื่องไหน ก็ยังอ่อนอยู่อย่างนั้น

ผมจึงต้องย้ำคำว่า “การฝึกทำแบบฝึกหัดอย่าง ถูกวิธี + สม่ำเสมอ + มีวินัย” ซึ่งต้องมีครบทั้ง 3 องค์ประกอบยังไงล่ะครับ

คำว่า “ถูกวิธี” นี่สำคัญมากๆ นะครับ เรามาดูกันครับว่า “ถูกวิธี” นั้นต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
1. การฝึกฝนการคำนวณให้รวดเร็ว ทั้งเรื่อง การบวก ลบ คูณ หาร ยิ่งสำหรับเด็กเล็กๆ ชั้น ป.1 – ป.2 นี่สำคัญมากๆ ครับ พอโตขึ้นในระดับ ป.3 ขึ้นไป อาจจะลดๆ ลงก็ได้ครับ คือ คณิตศาสตร์สำหรับเด็กเล็กๆ ถ้าเขาคำนวณได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เขาจะมีความมั่นใจ และสนุกกับการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์มากๆ ครับ และความมั่นใจนี่ล่ะครับ เป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับต้นมากเลยนะครับ ลองถ้าเด็กคำนวณช้า และผิดบ่อยๆ เด็กจะรู้สึกท้อครับ พอรู้สึกท้อนี่เรียนคณิตศาสตร์อย่างไรก็ไม่เก่งนะครับ ดังนั้นพื้นฐานสุดๆ เลยครับ ผมขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ ซื้อแบบฝึกหัดฝึกคำนวณ และพวกโจทย์ปัญหาพื้นฐาน แล้วเอามาให้ลูกฝึกทำ ใช้กุศโลบาย ในการกำหนดเวลา ในลักษณะเป็นเกมสนุกๆ ก็ดีไม่น้อยเลยครับ

2. การหาโจทย์ที่หลากหลายมาให้ลูกได้ฝึกทำ ผมแนะนำให้ซื้อหนังรวมโจทย์ที่เป็นโจทย์ระคน (คละหลายๆ เรื่อง) เอาที่เป็นโจทย์ที่ซับซ้อนมากหน่อย แบบรวมข้อสอบก็ได้นะครับ ถ้าเป็นแบบแยกเป็นชุดๆ ได้ยิ่งดีครับ จะได้วางแผนให้ลูกค่อยๆ ฝึกทำได้ครับ เอาโจทย์แบบนี้นี่ล่ะครับ มาให้ลูกได้ฝึกทำ เพราะการฝึกทำโจทย์ที่หลากหลาย ระคน แต่เป็นเรื่องที่ลูกเรียนมาแล้ว จะทำให้ลูกได้คิดทบทวน และพยายามใช้สิ่งที่เรียนมาแล้วในการแก้โจทย์ปัญหาครับ ทำให้เขารู้สึกว่า – – “สิ่งที่เขาเรียนมามีประโยชน์ และสามารถนำเอามาใช้ในการแก้โจทย์ยากๆ ได้ ที่สำคัญเขาจะเข้าใจ Concept ของสิ่งที่เรียนมากขึ้นด้วยครับ” – – การฝึกทำโจทย์ที่หลากหลายนั้นเป็นอะไรที่แตกต่างจาก “การทำการบ้าน” อย่างสิ้นเชิงครับ เพราะการทำการบ้าน เป็นการทำโจทย์ในเรื่องเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา บางทีเด็กก็จำ Pattern แล้วก็เขียนส่งๆ ไปครับ ไม่ได้ฝึกคิดอะไรเท่าไหร่เลยครับ

คุณพ่อคุณแม่อาจจะดูโจทย์ก่อน แล้วค่อยให้ลูกทำก็ได้ครับ โดยขีดฆ่าข้อที่ลูกยังไม่เรียนออกครับ โดยให้ลูกข้ามข้อที่คุณพ่อคุณแม่ขีดฆ่าไปก่อน (เพราะเป็นเนื้อหาที่ลูกยังไม่ได้เรียน ถ้าให้เขาทำ เขาก็ทำไม่ได้ อธิบายก็ไม่เข้าใจ ยิ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าเครียดครับ)

ข้อไหนที่ลูกทำไม่ได้ ให้ข้ามครับ และทำจนกว่าจะเสร็จ 1 ชุด จากนั้นคุณพ่อคุณแม่ ค่อยมาพูดคุยกับลูกถึงข้อที่ทำไม่ได้ ว่าลูกไม่เข้าใจตรงไหน จากนั้นจึงค่อยๆ ใบ้ ค่อยๆ แนะแนวทาง จนลูกเข้าใจ และร้อง “อ๋อ!” จากนั้นก็ให้ลูกทำเอง จนได้คำตอบที่ถูกต้องครับ สิ่งที่ห้ามทำเลย ก็คือ เฉลยให้ลูกดูแบบม้วนเดียวจบ อย่าคิดว่าการพยักหน้าของลูกเป็นการเข้าใจนะครับ บางทีการพยักหน้า อาจจะเป็นการกระทำที่เขาต้องการพอซักทีก็ได้ครับ จะได้รีบจบๆ ไป พอคุณพ่อคุณแม่คิดว่าลูกเข้าใจ พอลูกเจอโจทย์ในลักษณะเดียวกัน แล้วทำไม่ได้อีก ทีนี้คุณพ่อคุณแม่ก็โมโหครับ ยิ่งเอ็ดลูก พอยิ่งเอ็ด ลูกก็ยิ่งเกลียดคณิตศาสตร์ สถานการณ์ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ครับ

สำหรับข้อที่ลูกทำได้ ให้คุณพ่อคุณแม่สุ่มถามดูครับ (โดยเฉพาะข้อที่คุณพ่อคุณแม่ แปลกใจว่าเขาทำได้ได้อย่างไร) ลองให้เขาอธิบายครับ การให้เด็กอธิบายวิธีคิดของเขา และให้เขาได้รับการชื่นชม นี่เป็นกุศโลบายที่ดีมากๆ ในการทำให้ลูกเก่งอังกฤษเชียวนะครับ (อ่านเพิมเติมได้ที่ http://www.mcdowellfoundation.ca/main_mcdowell/projects/research_rep/238_effect_daily_math.pdf)

ที่สำคัญ คือ อย่าให้ลูกทำไป เปิดเฉลยไป หรือทำไปถามไป เด็ดขาดครับ ย้ำนะครับให้ทำม้วนเดียวจบ แล้วค่อยมาคุยกัน (เริ่มต้นก็ให้คุณพ่อคุณแม่เลือกแบบฝึกหัดที่ไม่ยากเกินไปนักให้ทำก่อนครับ อย่าเริ่มต้นด้วยโจทย์ระคนอย่างยากเลยนะครับ ลูกจะท้อ ผมเชื่อว่าคุณพ่อคุณแมรู้ศักยภาพของลูกตนเองดีครับ) การให้ลูกฝึกทำโจทย์แบบทำไปถามไป หรือทำไปเปิดเฉลยแบบวับๆ แวมๆ ไป มันไม่ดีเลยครับ เพราะจะทำให้ลูกติดนิสัย เวลาเจออะไรที่ไม่เข้าใจ แทนที่จะพยายามค่อยๆ เรียบเรียงความคิด กลไกทางสมองของเขาเรียกหาเฉลย หรือถามคนอื่นอยู่ตลอดเวลาครับ

ระหว่างที่เขาทำ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไชกับเขามากครับ บางคนนี่บอกกันข้อต่อข้อ ยิ่งเราเพ่งเล็งเขามาก ความมั่นใจเขาก็ไม่มีครับ ยิ่งยืนจี้ นี่ไม่มีทางที่จะทำให้ลูกมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ได้เลยครับ ก็เราตกลงกับเขาแล้วไม่ใช่หรือครับ ว่าข้อไหนที่เขาทำไม่ได้ ให้เขาข้ามไป แล้วค่อยมาคุยกันตอนสุดท้าย ส่วนข้อที่เขายังไม่ได้เรียน คุณพ่อคุณแม่ก็ตัดทิ้งแล้วนี่นา สิ่งที่ดีที่สุด ก็คือ การที่คุณพ่อคุณแม่นั่งทำอะไรเรื่อยเปื่อย เพียงแต่นั่งเป็นเพื่อนเขาเท่านั้นเองครับ (เมื่อไหร่ที่เขามีวินัยในตนเองแล้ว การนั่งเป็นเพื่อนของคุณพ่อคุณแม่ ก็จะมีความจำเป็นลดลงไปครับ)

พอ “ถูกวิธี” แล้ว ต่อมาก็คือการทำความเข้าใจกับคำว่า “สม่ำเสมอ” และคำว่า “มีวินัย” ครับ 2 คำนี้ สำคัญมากๆ กับการเรียนคณิตศาสตร์ที่เก่งอย่างเข้าใจ และมีความสุขครับ เริ่มต้นกับคำว่าสม่ำเสมอ ง่ายๆ เลยครับ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนซื้อแบบฝึกหัดมาให้ลูกฝึกทำเองใช่ไหมครับ เราก็ลองคำนวณดูสิครับว่า ถ้าให้ลูกฝึกทำทุกวัน วันละประมาณ 30 – 45 นาที (ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง) ผมเน้นว่าทำทุกวันนะครับ (อาจจะเว้นวันอาทิตย์สักวัน ก็ได้ครับ เพื่อให้ลูกได้พักผ่อน เล่นอะไรตามอัธยาศัย) ผมยืนยันนะครับว่า เคล็ดลับที่เด็กญี่ปุ่นเก่งคณิตศาสตร์ ก็เพราะว่า คุณพ่อคุณแม่ชาวญี่ปุ่น เขาเน้นให้ลูกฝึกทำโจทย์คณิตศาสตร์ทุกวัน วันละไม่มากนัก ไม่ต้องเครียด แต่เน้นทำทุกวัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คำนวณเวลาได้นี่ครับว่า ถ้าวันละประมาณ 30 – 45 นาที นี่ต้องทำวันละกี่ข้อ หรือวันละกี่หน้า จากนั้นก็วางแผนต่อครับว่า วันไหนควรทำโจทย์ฝึกคำนวณ วันไหนควรฝึกทำโจทย์ระคนซับซ้อน และเราควรซื้อแบบฝึกหัดมากี่เล่มดี ถึงจะเพียงพอที่จะให้ลูกได้ฝึกทำทุกวัน แบบไม่เคร่งเครียด ผมเน้นคำว่าสม่ำเสมอนะครับ ไม่ต้องมาก ไม่ต้องเครียด ถ้า 30 นาที มากไป ก็เริ่มต้นด้วยวันละ 2 – 3 ข้อก็ได้ครับ หรือหดเวลาลงมาเหลือวันละ 20 นาทีก็ได้ครับ แต่ต้องทุกวัน ย้ำนะครับว่า – – “ทุกวัน” – –

ส่วนในเรื่องของ “การมีวินัย” นั้น ผมคิดว่า คุณพ่อคุณแม่ควรให้ “กติกา” กับลูกครับ โดยพูดคุยหารือ เพื่อตกลงกติการ่วมกัน ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราก็ออกคำสั่ง กำหนดกติกาให้เขานะครับ โดยใช้ “กิจกรรมที่เขาอยากทำ” เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนครับ เช่น ออกไปเล่นกับเพื่อน ดูการ์ตูน ฯลฯ โดยตั้งกติการ่วมกันว่า ถ้าเขาทำโจทย์ตามแผนที่วางไว้เสร็จแล้วในแต่ละวัน เขาจึงสามารถทำกิจกรรม หรือเล่นตามประสาที่เขาต้องการได้ ถ้าเขาเสร็จเร็ว ก็เล่นได้เร็ว คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องยึดมั่นในกติกานะครับ ถ้าเขาทำเสร็จแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องอนุญาตให้เขาเล่นนะครับ ถ้าเขาออกไปเล่น โดยที่ยังไม่ทำ คุณพ่อคุณแม่ ก็ต้องกล้าที่จะไปตามเขากลับมา ไม่ให้เขาได้เล่นนะครับ ถ้าเรายึดมั่นในกติกา เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นล่ะครับ การมีวินัย จะเริ่มถูกบ่มเพาะจนเป็นนิสัย พอผ่านไปแค่ 1 เทอม การฝึกฝนด้วยตนเองของเขา จะเป็นอัตโนมัติ ที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ (Self Regulation) ทีนี้ล่ะครับ คุณพ่อคุณแม่ ก็แค่หาแบบฝึกหัดมาให้เขาฝึกทำเรื่อยๆ ป้อนโจทย์ไปเรื่อยๆ เขาก็จะค่อยๆ เก่งขึ้นเองครับ ที่สำคัญ ทีนี้คุณพ่อคุณแม่บางทีไม่ต้องมานั่งเป็นเพื่อนเขาทุกวันก็ได้นะครับ นัดตรวจแบบฝึกหัดกันสัปดาห์ละครั้ง ก็อาจจะเพียงพอแล้วครับ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่มีเวลาจริงๆ ผมมักจะแนะนำให้ใช้บริการหลานๆ อาจจะเป็นลูกของเพื่อนบ้านที่โตกว่าลูกเราเสียหน่อย และเป็นเด็กที่ขยันเรียน พอที่จะตอบคำถามลูกเราได้เวลาที่เขาไม่เข้าใจ มานั่งทำการบ้านเป็นเพื่อนลูกเราก็ได้ครับ (อาจจะให้ค่าขนมหลานๆ สักหน่อย เป็นกำลังใจ) ก็เป็นวิธีที่ผมเคยทดลองแล้วดีมากๆ ครับ

ทั้งหมดนี้ คือ เคล็ดลับทางจิตวิทยา และเป็นกุศโลบาย ที่ใครๆ ก็ทำได้ และผมเชื่อว่า ทำให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์ได้จริง และเป็นความเก่งที่มาพร้อมกับความมั่นใจ และการมีวินัยในการฝึกฝนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เขานอกจากจะเก่งแล้ว ยังมีความยั่งยืน และความสุขในการเรียนด้วยครับ

<สนใจสมัครคอร์สเรียน FAN Math>

<สนใจสมัครคอร์สเรียน ACTive English>

<ที่ตั้ง / สาขา SE-ED Learning Center>

<สนใจ Franchise>